วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ยุทธศาสตร์รถไฟ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๕:๔๔ น.

งานเขียนชิ้นนี้มุ่งหมายรณรงค์เพื่อให้ฟื้นพระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงกำหนดให้การคมนาคมทางบกของประเทศใช้รถไฟเป็นหลัก กลับมาใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง แทนยุทธศาสตร์รถยนต์ ที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องมีรายจ่ายค่าน้ำมันสูงที่สุดเป็นลำดับหนึ่งของ ประเทศ และประชาชนต้องเป็นหนี้เป็นสินเพื่อซื้อหารถยนต์เป็นจำนวนมหาศาล ทั้งทางราชการก็ต้องสร้างถนนหนทางด้วยงบประมาณมหาศาล เป็นต้นเหตุสำคัญของความยากจนของประเทศ ประกอบด้วยเนื้อหา 3 บท ดังที่นำมาเสนอไว้ต่อไปนี้.

จุดยืนและท่าทีของรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำเกี่ยวกับการทุจริต คอร์รัปชั่นเท่าที่ปรากฏเบื้องต้นมีแนวโน้มว่าจะไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สมแล้วที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถือรับสั่งและกำลังทำโจทย์สำคัญที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้กล่าวไว้ว่าแม้เป็นเรื่องยากแต่ก็ไม่ยากเกิน

กระบวนแรก ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้เตะโครงการถนนปลอดฝุ่นวงเงิน 40,000 ล้านบาทตกไปแล้ว และกระบวนที่ติดตามมาก็มีท่าทีว่าจะต้องปรับปรุงโครงการจัดหารถบัสเอ็นจีวี 4,000 คัน ที่มีข่าวลือกระฉ่อนว่าเป็นโครงการโกงข้ามภพข้ามชาติถึง 5 รัฐบาลด้วย

แต่ทว่ายังคงมีไอ้โม่งทั้งในประเทศและไอ้โม่งที่เป็นทุนใหญ่ข้ามชาติจากต่าง ประเทศยังคงผลักดันให้ประเทศไทยเร่งขยายเส้นทางมอเตอร์เวย์ในขอบเขตทั่ว ประเทศ ซึ่งต้องลงทุนมหาศาลอีกต่อไป

ขยายเส้นทางมอเตอร์เวย์ทั่วประเทศก็เพื่อให้มีการใช้รถยนต์เพิ่มมากขึ้นจาก ที่เกือบจะมากที่สุดในเอเชียอยู่แล้ว นั่นย่อมเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของทุนต่างชาติผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งกำลังจะเจ๊ง วายวอดอยู่ทั่วทุกมุมโลกในขณะนี้

ดังนั้นจึงได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะไม่หลงกลอันสุดแสนจะอุบาทว์นี้ เพราะนี่คือกลอุบายที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความหายนะมากขึ้น และทำให้คนไทยพินาศล่มจมมากขึ้น

เพราะแค่จำนวนรถยนต์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ก็ได้ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้า พลังงานน้ำมันเป็นจำนวนมหาศาล จนรายจ่ายค่าพลังงานของประเทศโลดขึ้นไปอยู่ลำดับหนึ่งของบรรดาประเภทรายจ่าย ทั้งหมดของประเทศไปแล้ว และได้กลายเป็นต้นตอของวิกฤตต่าง ๆ ของประเทศไทยมาหลายปีแล้ว เราจึงต้องไม่เพิ่มความเสียหายให้กับประเทศชาติของเราต่อไปอีก

เพราะแค่จำนวนรถยนต์ที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ก็ได้ก่อหนี้สินให้กับคน ไทยทั่วประเทศ จนแทบไม่มีวันผุดไม่มีวันเกิดอยู่แล้ว เราจะต้องไม่เพิ่มปัญหาขึ้นไปอีก หากจะต้องช่วยกันกอบกู้พี่น้องร่วมชาติให้พ้นจากภาระหนี้สินจากการผ่อนรถให้ ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย

ประเทศไทยทำความผิดใหญ่หลวงในการกำหนดยุทธศาสตร์การคมนาคมทางบกที่กำหนดให้ใช้รถยนต์ เป็นหลัก ทำให้มีการขยายถนนมากขึ้นและทำให้ปริมาณรถยนต์มากขึ้น ประเทศก็มีรายจ่ายจากพลังงานมากที่สุด และคนไทยก็เป็นหนี้ค่าซื้อรถยนต์มากที่สุด

ความจริงประเทศไทยเคยกำหนดยุทธศาสตร์การคมนาคมทางบกที่ถูกต้องมาแล้ว นั่นคือในยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าได้ทรงกำหนดยุทธศาสตร์การ คมนาคมทางบกให้ใช้รถไฟเป็นหลัก เพื่อทำให้การคมนาคมทั่วทั้งประเทศเชื่อมโยงถึงกัน และประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด อันจะทำให้ค่าขนส่งสินค้าต่าง ๆ ถูกลง และไม่เป็นภาระด้านพลังงานแก่ประเทศในวันหน้า

เพื่อประกันให้ยุทธศาสตร์รถไฟไม่มีวันล้มเหลว จึงทรงพระราชทานที่ดินสองข้างทางรถไฟข้างละ 10-40 เส้น เพื่อเตรียมสำรองสำหรับทำรถไฟรางคู่ในอนาคต และเพื่อกันที่ดินส่วนหนึ่งไว้สำหรับหาประโยชน์มาบำรุงเลี้ยงรถไฟ เพื่อลูกหลานคนไทยของพระองค์ท่านในกาลข้างหน้า จะไม่ต้องรับภาระสูงขึ้น

แค่เฉพาะที่ดินสามแยกลาดพร้าวเพียงแห่งเดียว หากบริหารจัดการที่ดี เนื้อที่ดินขนาด 40 กว่าไร่ก็จะได้ค่าเช่าในระยะเวลา 30 ปี ไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งย่อมพอเพียงต่อการบำรุงเลี้ยงรถไฟ ทำให้คนรถไฟอยู่ดีกินดีมีสุขและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของการรถไฟเพื่อให้ ประชาชนใช้บริการได้ดีขึ้นและถูกลง แม้ถึงขนาดให้ใช้รถไฟฟรีก็ยังได้

สิ้นยุคสมัยของพระองค์ท่าน เส้นทางรถไฟยาวมากกว่าเส้นทางรถยนต์ คงมีแต่ความผิดพลาดประการเดียว ซึ่งเป็นผลจากอิทธิพลของมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมที่ผลักดันให้ประเทศไทยจำ เป็นต้องเลือกใช้ระบบรางขนาด 1 เมตร หรือที่เรียกว่าระบบรางแบบเมตตะเกต ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกส่วนใหญ่เขาใช้ระบบรางขนาดมาตรฐานที่ใหญ่กว่าหรือที่เรียกว่าระบบ สแตนดาร์ดเกต

สิ้นยุคสมัยของพระองค์ท่าน ความเร็วของรถไฟมีขีดความสามารถที่ระดับ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ครั้นเวลาล่วงเลยมาถึงบัดนี้กิจการของรถไฟเสื่อมทรุด การขยายเส้นทางรถไฟน้อยกว่าน้อยนัก ระดับความเร็วของรถไฟก็ลดลงเหลือเฉลี่ยเพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น อันมีเหตุมาแต่ความชำรุดของรางและการรอเวลาสวนทางกัน อันเนื่องมาจากเป็นระบบรางเดี่ยว เพราะไม่เคยคิดพัฒนาเป็นระบบรางคู่เลย

ลองนึกดูเถิด หากประเทศไทยพัฒนายุทธศาสตร์รถไฟตามแนวทางที่พระองค์ท่านทรงวางไว้ถึงบัดนี้ ประเทศไทยก็จะมีรถไฟรางคู่เชื่อมโยงทั่วราชอาณาจักรให้ถึงกันได้อย่างรวด เร็ว ค่าใช้จ่ายพลังงานของประเทศก็จะไม่สูงถึงปานนี้ และประชาชนก็ไม่ต้องไปเที่ยวซื้อหารถมาใช้จนเป็นหนี้เป็นสินกันดังเช่นทุกวันนี้

แม้ถึงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ คนไทยก็ไม่ต้องล้มหายตายจากเพราะอุบัติเหตุที่มีจำนวนการเจ็บตายมากกว่า สงครามที่เกิดขึ้นในโลกเสียอีก

ยุทธศาสตร์รถไฟของพระองค์ท่านชะงักหยุดอยู่กับที่เพราะพวกนักวิชาการขี้ข้า ตะวันตกและเป็นทาสน้ำเงินของทุนต่างชาติผู้ผลิตรถยนต์ได้ทอดทิ้งยุทธศาสตร์ รถไฟของพระองค์ท่าน แล้วตั้งยุทธศาสตร์ใหม่ให้รถยนต์เป็นหลักของการคมนาคมทางบก

จึงเกิดความพินาศฉิบหายวายวอดขึ้นทั่วทั้งประเทศ ทั้งในส่วนของประเทศชาติและประชาชนดังที่เห็น ๆ กันอยู่

หลังสิ้นยุคสมัยของพระองค์ท่านเกือบร้อยปี เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดยเหมาเจ๋อตงประกาศสถาปนาประเทศจีนใหม่แล้ว ไม่นานหลังจากเหมาเจ๋อตงประกาศว่า “สาธารณรัฐของประชาชนจีนสถาปนาขึ้นแล้ว ประชาชนจีนลุกยืนขึ้นแล้ว” เขาก็ได้ประกาศยุทธศาสตร์รถไฟของจีนตามมา

เหมาเจ๋อตงประกาศว่า การคมนาคมมีลักษณะชนชั้น เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชาติจีนส่วนใหญ่ ต้องกำหนดให้รถไฟเป็นหลักของการคมนาคมทางบก เพื่อเชื่อมโยงมาตุภูมิทุกแห่งหนเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้ประชาชาติจีนทุกหนแห่งไปมาหาสู่ถึงกัน และทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนต่ำที่สุด

นับแต่นั้นมาประเทศจีนก็ได้พัฒนากิจการรถไฟเป็นการใหญ่ มีการจัดตั้งกรมรถไฟถึง 12 กรม ขยายเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงทั่วถึงทั้งประเทศ เป็นหลักให้แก่การขนส่งทางบก ทั้งสินค้า ผลิตผลทางการเกษตร การเดินทางของประชาชนแม้ในกิจการท่องเที่ยว

บัดนี้จีนได้กลายเป็นประเทศที่มีเส้นทางรถไฟยาวมากที่สุดในโลก มีขบวนรถไฟมากที่สุดในโลก มีประเภทบริการของรถไฟมากที่สุดในโลก และได้พัฒนารถไฟถึงระยะที่ 7 แล้ว

การพัฒนารถไฟระยะที่ 7 กำหนดให้ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟอยู่ที่ระดับ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ ในขณะที่บางแห่งก็เริ่มนำร่องรถไฟความเร็วสูงที่มีระดับความเร็วถึง 450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ตลอดเส้นทางรถไฟมีคลัง สินค้า สถานีขนถ่ายสินค้า ระบบการขนถ่ายเฉพาะของรถไฟ โรงแรม ศูนย์การค้า และการท่องเที่ยว เฉพาะสถานีรถไฟนั้นกำลังถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์การพาณิชย์ขนาดใหญ่ของทุกเมือง เพื่อแสดงสินค้าของเมืองนั้น และเป็นแหล่งส่งออกและค้าขายสินค้าของเมืองนั้น

ยกตัวอย่างการพัฒนาและยุทธศาสตร์รถไฟของจีนมาเป็นอุทาหรณ์ก็เพื่อให้รัฐบาล และประชาชนได้ร่วมกันคิดพิจารณาว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะต้องทบทวน ยุทธศาสตร์การคมนาคมทางบกของประเทศ

ถีบส่งยุทธศาสตร์การคมนาคมทางบกของพวกนักวิชาการขี้ข้าของฝรั่งที่ให้ใช้รถ ยนต์เป็นหลักทิ้งไป แล้วฟื้นฟูเชิดชูเอาพระบรมราโชบายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์รถไฟของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 กลับมาใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

เพื่อลดรายจ่ายพลังงานของประเทศก่อนที่จะพินาศฉิบหายไปมากกว่านี้ เพื่อลดภาระหนี้สินและความจำเป็นในการมีรถยนต์ของคนไทยก่อนที่จะพินาศฉิบหาย ไปมากกว่านี้ เพื่อหยุดยั้งการใช้รถยนต์ในการเดินทางระหว่างเมืองก่อนที่คนไทยจะล้มตาย มากกว่านี้

เราหวังที่จะเห็นรัฐบาลประกาศสืบสานพระบรมราโชบายว่าด้วยยุทธศาสตร์รถไฟของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเร็ววันนี้ แล้วชะลอหรือยุติการขยายมอเตอร์เวย์หรือถนนเชื่อมเมืองต่าง ๆ เอาไว้ก่อน เพราะถึงจะดึงดันก็ไม่มีเงินไปทำการอยู่ดี

บรรดานักวิชาการผู้รักชาติ ผู้สนใจในกิจการรถไฟของชาติ และบรรดาพนักงานการรถไฟทั้งผอง ควรต้องร่วมกันศึกษาคิดค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์รถไฟให้ปรากฏ เป็นจริง เพราะเมื่อใดที่ยุทธศาสตร์รถไฟชนิดนี้ถูกกำหนดขึ้นแล้วก็จะมีพลังและมีผล อย่างสำคัญต่อการปรับทิศทางพัฒนาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวังวนวิกฤตได้อย่างแน่นอน.

หลังจากบทความเรื่อง “ยุทธศาสตร์รถไฟ…ปรับยุทธศาสตร์ประเทศ” ได้ลงตีพิมพ์ไปแล้ว ได้ก่อให้เกิดความคิดเห็นจำนวนมากในทางสร้างสรรค์ อันจะเป็นประกายความคิดให้แก่การพัฒนากิจการรถไฟของประเทศไทยให้เป็นไป ตามพระราชประสงค์และพระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ดังนั้นในวันนี้จะขอชูธงชัยแห่งพระบรมราโชบายของพระมหาราชเจ้าพระองค์นั้นเพื่อ เป็นแนวคิดในการพัฒนาฟื้นฟูการรถไฟของประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองและอำนวย ประโยชน์สุขแก่พี่น้องผองไทยต่อไป

ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าขณะนี้จีนซึ่งเหมาเจ๋อตงอดีตประธานพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ประเทศจีนได้ประกาศยุทธศาสตร์รถไฟหลังรัชสมัยของพระองค์ท่านเกือบร้อยปี ได้พัฒนาการรถไฟไปถึงระยะที่ 7 ที่มีความเร็วเฉลี่ย 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีโครงการนำร่องที่เดินรถไฟด้วยความเร็วสูงระดับ 450 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปหลายสาย ทั้งได้ปรับสองข้างทางรถไฟให้เป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของแต่ละเมืองจนเลื่อง ชื่อลือชาไปทั่วโลกแล้ว

ในขณะที่ ประเทศไทยของเรา กิจการรถไฟยังถอยหลังอย่างไม่หยุดยั้ง จนทำให้ความเร็วมาตรฐานระดับ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในครั้งกระโน้น ต่ำต้อยถอยลงเหลือแค่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสองข้างทางรถไฟก็ชำรุดทรุดโทรม ยกเว้นแต่ที่ดินบางแปลงที่แย่งชิงฉ้อฉลหาประโยชน์ตนกันอึกทึกครึกโครม

จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล ชาวการรถไฟทั่วทั้งประเทศ ตลอดจนพี่น้องผองไทยจะได้ร่วมใจกันคิดอ่านผลักดันให้มีการฟื้นฟูพัฒนาการ รถไฟครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ประเทศไทยในอนาคตด้วย

วันก่อนได้นำเสนอเบื้องต้นเพื่อให้สืบสานพระบรมราชปณิธานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ให้รัฐบาลประกาศนโยบายกำหนดให้รถไฟเป็นหลักในการคมนาคมทางบก ให้สร้างรถไฟรางคู่ในระบบสแตนดาร์ตเกทขยายเส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปทั่วทุกภาค เพื่อลดรายจ่ายพลังงานที่สูงเป็นลำดับหนึ่งของรายจ่ายของชาติลง และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ตลอดจนเชื่อมโยงราชอาณาจักรนี้ให้ไปมาหาสู่ถึงกันได้โดยสะดวกและทั่วถึง

และในยามนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะดำเนินการดังกล่าวโดยจำเริญรอยตามพระบรมรา โชบายของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่ทรงพยายามไม่ใช้การลงทุนโดยตรงของรัฐ แต่จะใช้วิธีการให้สัมปทานแทน ก็จะก่อให้เกิดการลงทุนและเกิดการจ้างงานอย่างขนานใหญ่ทั่วประเทศ อันจะมีผลต่อการรับมือกับวิกฤตทางเศรษฐกิจของโลกที่มีผลกระทบต่อไทยในครั้ง นี้ด้วย

วันนี้จะกล่าวถึง ยุทธศาสตร์การพัฒนาสองข้างทางรถไฟ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่อยู่ในคลองพระเนตรของพระมหาราชเจ้าพระองค์นั้นมาแต่ ครั้งกระโน้นแล้ว และทรงจัดแจงเผื่อการข้างหน้ามาถึงวันนี้ด้วยแล้ว นั่นคือการพระราชทานที่ดินสองข้างทางรถไฟข้างละ 10-40 เส้น เพื่อเตรียมการขยายให้เป็นรางคู่ การจัดตั้งสถานีให้เป็นศูนย์กลางการค้าการพาณิชย์ของแต่ละเมือง การจัดตั้งสถานีขนถ่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทั่วถึงทั้งประเทศ ตลอดจนการพัฒนาที่ดินสองข้างทางรถไฟที่สอดคล้องกับสภาพทำเลและภูมิประเทศ

พระมหาราชเจ้าพระองค์นั้นได้จัดแจงเตรียมการทั้งปวงไว้พร้อมหมดแล้ว เหลือไว้แต่คนรุ่นหลังจะได้สืบสานพระบรมราชปณิธานให้เป็นจริงและสอดคล้องกับ สภาวะการณ์เพื่ออำนวยประโยชน์สุขให้แก่พสกนิกรซึ่งเป็นลูกหลานของพระองค์ ท่านเท่านั้น

เรามาดูกันว่าใน ปัจจุบันนี้เขาพัฒนาสองข้างทางรถไฟกันอย่างไร ก็ขอยกตัวอย่างจากประเทศจีน ซึ่งมีความเป็นเอกในด้านกิจการรถไฟในโลกมาเป็นตัวอย่าง

เรื่องแรก เป็นเรื่องการปรับสถานีรถไฟให้เป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ของแต่ละเมืองที่รถไฟผ่าน

ในอดีตสถานีรถไฟเป็นแค่สถานีขายตั๋วรถไฟ และเป็นสถานีขึ้น-ลงของผู้โดยสาร และอาจมีจุดขนถ่ายสินค้าบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้ผู้คนแบกหาม ทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และเสียแรงงาน ตลอดจนทำให้ต้นทุนสูง ทำให้ผู้คนหันไปนิยมใช้รถสิบล้อในการขนส่งแทน ซึ่งเพิ่มภาระและปัญหามหาศาลให้กับชาติบ้านเมือง

ปัจจุบันนี้สถานีรถไฟหมดสภาพที่ว่านั้นไปนานแล้ว ได้กลายเป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ขนาดใหญ่ของแต่ละเมือง และประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่สมบูรณ์แบบ

ตัวสถานีจะมีอาคารสถานที่เหมือนกับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ โดยมีรถไฟวิ่งผ่านด้านข้างหรือตรงกลาง มีห้องขายตั๋วโดยสาร มีจุดคนขึ้น-ลงแบบเดียวกับรถไฟใต้ดินในฮ่องกง ผู้โดยสารลงแล้วหากประสงค์จะช้อปปิ้งก็จับจ่ายใช้สอยสินค้าในห้างสรรพสินค้า ภายในสถานีได้ตามใจ หากไม่ประสงค์จะช้อปปิ้งก็เดินลงอีกชั้นหนึ่งไปยังที่จอดรถหรือที่รับส่งผู้ โดยสาร

ภายในศูนย์กลางการพาณิชย์นี้จะ มีมุมแสดงสินค้าที่ผลิตของเมืองนั้น ๆ เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยว ตลอดจนชาวต่างประเทศได้เยี่ยมชมผลผลิตของท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งสะดวกต่อการนำเข้า-ส่งออก หรือการซื้อส่งขายส่ง กลายเป็นศูนย์แสดงสินค้าประจำของแต่ละเมือง เท่ากับเปิดตลาดสินค้าท้องถิ่นออกสู่ทั่วประเทศและทั่วโลก และยังมีศูนย์อาหารขนาดใหญ่ที่เพียงพอรองรับผู้คนทั้งหลาย รวมทั้งมีร้านค้าเต็มไปหมด และยังรวมไปถึงสำนักงานการท่องเที่ยว สาขาธนาคาร และอื่น ๆ อีกมากมาย

ถัดออกไปจากศูนย์กลางการพาณิชย์อันเป็นที่ตั้งสถานีรถไฟก็จะเป็นสถานีขนถ่าย สินค้า ซึ่งมีทั้งคลังสินค้าประจำท้องถิ่น มีเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัยในการขนถ่าย ไม่ต้องใช้แรงงานคนแบกหามอีกต่อไป อุปกรณ์เครื่องมือในการขนถ่ายก็คล้าย ๆ กับอุปกรณ์ขนถ่ายสินค้าทางเรือ เป็นแต่มีขนาดเล็กกว่า และมีขนาดตู้คอนเทนเนอร์ที่เล็กกว่าแต่จะพอดีกับโบกี้ขนส่งรถไฟ ซึ่งประมาณว่าสองคอนเทนเนอร์รถไฟจะเท่ากับหนึ่งคอนเทนเนอร์สำหรับการขนส่งทางเรือ

เรื่องที่สอง เป็นส่วนคลังสินค้า มีทั้งคลังสินค้าผลิตผลทางการเกษตรที่รอการขนส่งหรือการเคลื่อนย้ายไปยัง เมืองอื่น และคลังสินค้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับส่งไปขายต่างเมืองหรือส่งออกอีก ด้วย

เรื่องที่สาม เป็นส่วนของการท่องเที่ยว ซึ่งมีการก่อสร้างโรงแรมชั้นดี บ้างก็ห้าดาว บ้างก็สี่ดาว บางแห่งก็ตั้งอยู่ในศูนย์กลางการพาณิชย์ บางแห่งก็แยกส่วนตั้งต่างหาก

เรื่องที่สี่ เป็นเรื่องการบริหารจัดการที่ดินสองข้างทางรถไฟ ซึ่งบริหารจัดการโดยสอดคล้องกับสภาพทำเลและภูมิประเทศของที่ดินสองข้างทาง รถไฟนั้นอย่างสอดคล้องกลมกลืนและก่อเกิดประโยชน์อย่างสมบูรณ์

ลักษณะแรก จัดทำเป็นศูนย์อาหารหรือไนท์บาซ่าร์เพื่อให้เกิดการค้าขายในท้องถิ่นต่าง ๆ เรียกว่าเปิดถนนคนเดินหรือตลาดประชาชน สำหรับประชาชนใช้จับจ่ายใช้สอยในราคาประชาชนโดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสถานที่ ราคาแพง มีทั้งสินค้าและอาหาร ตลอดจนผลิตผลท้องถิ่น

ลักษณะที่สอง จัดทำเป็นสวนสนุกหรือสถานที่ออกกำลังกาย หรือสถานที่เลี้ยงเด็ก หรือสถานที่พักผ่อนของคนชรา โดยมีระบบป้องกันแยกส่วนไม่ให้เกิดอันตรายจากการเดินรถไฟ

ลักษณะที่สาม การปลูกพืชผลและพันธุ์ไม้ตามสภาพของท้องที่และสภาพภูมิอากาศ

พื้นที่ใดเป็นเขตท่องเที่ยวหรือเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวก็จะปลูกไม้ดอกที่เต็มไปด้วย สีสันต่างๆ สองข้างทางรถไฟ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปชม มีความสวยสดงดงามราวกับแดนสวรรค์

พื้นที่ ใดปลูกไม้ผลก็ให้ปลูกไม้ผลเป็นรายได้ของชุมชนในท้องถิ่นหรือวิสาหกิจชุมชนใน ท้องถิ่น และปลูกตามสภาพความจริงที่เหมาะสมกับพืชพันธุ์นั้นๆ บางพื้นที่ปลูกแอปเปิ้ล ปลูกลูกพลับ ปลูกส้มและอะไรต่อมิอะไร จนสองข้างทางรถไฟกลายเป็นแหล่งผลิตผลไม้ชั้นยอด ที่เป็นพื้นฐานในการส่งเข้าโรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรของท้องถิ่นได้ อย่างเพียงพอ

พื้นที่ใดปลูกไม้ทาง เศรษฐกิจก็ปลูกเป็นป่าไม้เขียวชอุ่มครึ้มไปทั้งสองข้างทางรถไฟโดยให้ชุมชน เป็นผู้ปลูก และแบ่งผลประโยชน์ให้กับการรถไฟ เพราะเมื่อครบกำหนดระยะเวลาก็สามารถขายไม้สำหรับทำกิจการต่าง ๆ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ กลายเป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรที่มีคุณค่า

ด้วย ลักษณะเหล่านี้ สองข้างทางรถไฟของเขาจึงเป็นเงินเป็นทองเป็นแหล่งผลิตเป็นแหล่งรายได้ของ ประชาชน และก่อให้เกิดความสะดวก ความสวยงาม ไม่รกร้างว่างเปล่าและชำรุดทรุดโทรมเหมือนกับที่เป็นอยู่ในบ้านเรา

มาพิจารณายุทธศาสตร์พัฒนาสองข้างทางรถไฟกันบ้างก็ท่าจะดี!

บทความวันนี้เป็นตอนที่สามในเรื่องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์รถไฟต่อจากเรื่อง “ยุทธศาสตร์รถไฟ…ปรับยุทธศาสตร์ประเทศ” และเรื่อง “ยุทธศาสตร์พัฒนาสองข้างทางรถไฟ” โดยมีความมุ่งหมายที่จะเชิดชูธงพระบรมราโชบายของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่ทรงมุ่งให้รถไฟเป็นหลักของการคมนาคมทางบกของประเทศมาตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อนให้ปรากฏเป็นจริงขึ้น

เพื่อส่งผลต่อการปรับทิศทางพัฒนาประเทศไทย ต่อการลดรายจ่ายด้านพลังงานซึ่งเป็นรายจ่ายลำดับหนึ่งของประเทศลง ต่อการอำนวยประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทย และต่อการยึดโยงราชอาณาจักรนี้ให้ทั่วถึงเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

ทำไมจึงต้องกล่าวว่าเป็นปัญหายุทธศาสตร์เล่า? ก็เพราะว่าการรถไฟไทยมีสินทรัพย์มากกว่า 300,000 ล้านบาท และมีวิสัยที่จะอำนวยประโยชน์มหาศาลแก่ชาติและประชาชน แต่กลับเป็นภาระของชาติบ้านเมือง เป็นแหล่งก่อหนี้สินมหาศาลให้กับประเทศชาติ และกลายเป็นแหล่งฉ้อราษฎร์บังหลวงขนาดใหญ่ เมื่อเรื่องราวของการรถไฟใหญ่โตครอบคลุมปริมณฑลของปัญหาต่าง ๆ ไว้มากมายเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีฐานะหรือนัยยะทางยุทธศาสตร์

ขอเพียงได้เชิดชูฟื้นเอาพระบรมราโชบายของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 มาทำให้ปรากฏเป็นจริงขึ้นได้สำเร็จเมื่อใด ประเทศไทยของเราก็จะถึงซึ่งความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองเมื่อนั้น

ปัจจุบันนี้การรถไฟไทยมีเส้นทางเดินรถไปถึงทุกภาคของประเทศ แต่ชำรุดทรุดโทรมและล้าหลังกว่าที่พึงเป็น มีผู้คนจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในการรถไฟ มีที่ดินที่มีคุณค่ามหาศาลตามที่พระราชทานเอาไว้ให้ เพื่อสร้างประโยชน์และรายได้ให้กับการรถไฟ

มีที่ดินเป็นปริมาณถึง 250,000 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นที่ดินซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถจัดประโยชน์ได้อย่างดียิ่ง และมีราคาสูงลิ่วอยู่ถึง 50,000 ไร่ ที่ถ้าหากบริหารจัดการให้ดีเพียงไม่ถึง 100 ไร่ แค่บางแห่งบางจุด ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับการรถไฟร่วม 50,000 ล้านบาท

แต่ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา การรถไฟไทยซึ่งมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจได้กลับกลายเป็นแหล่งทำมาหากินของ นักการเมือง ที่ดินที่มีจำนวนมากและมีมูลค่ามหาศาลกลับถูกฉ้อฉลเอาเป็นผลประโยชน์ตัว ในขณะที่การรถไฟได้รับผลตอบแทนเพียงน้อยนิดและยังมีปัญหาพะรุงพะรังตามมา จนต้องแก้ไขไม่มีที่สิ้นสุด

การรถไฟไทยถูกบริหารจัดการโดยคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการการรถไฟ และตลอดมาส่วนใหญ่ก็ประกอบด้วยข้าราชการบำนาญ หรือข้าราชการในราชการ และทาสบริวารนักการเมือง ที่มิได้มุ่งหมายในการสร้างความรุ่งเรืองให้กับการรถไฟหรือสร้างสรรค์ ประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง หากมุ่งหมายเพียงเพื่อเกาะกินฉกฉวยเอาผลประโยชน์จากการรถไฟเป็นส่วนใหญ่

เหล่านี้จึงเป็นสาเหตุเภทภัยที่ทำให้การรถไฟไทยต้องชำรุดทรุดโทรมและล้าหลัง กระทั่งเป็นภาระของชาติบ้านเมืองดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ความจริงได้เผยให้เห็นชัดเจนแล้วว่าการบริหารจัดการในรูปของคณะกรรมการที่มี โครงสร้างแบบนี้ และขึ้นต่อนักการเมืองแบบนี้ ได้สร้างชะตากรรมที่เลวร้ายให้กับการรถไฟและชาติบ้านเมืองอย่างไร จึงถึงเวลาต้องปฏิรูปการบริหารจัดการในส่วนของการบริหารให้เป็นแบบมืออาชีพ มีความเป็นอิสระ โปร่งใส และอำนวยประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นปฐม จึงจะเป็นที่ตั้งต้นของการแก้ไขปัญหาทางยุทธศาสตร์ของการรถไฟไทย

และนี่ก็คือภารกิจทางนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องเร่งรีบกำหนดนโยบายเพื่อ แปรสภาพรถไฟจากปัญหาให้เป็นโอกาส ในการกอบกู้ฟื้นฟูชาติบ้านเมืองของเรา

ปัจจุบันนี้การรถไฟไทยมีงานใหญ่ ๆ อยู่ 3 เรื่อง คือ การดูแลรักษาและพัฒนาก่อสร้างราง การเดินรถ และการจัดการทรัพย์สินของรถไฟ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องสำคัญใหญ่โตที่เป็นส่วนของยุทธศาสตร์บริหาร จัดการรถไฟทั้งสิ้น

ในเรื่องแรก คือปัญหาการแยกภารกิจหรือแยกองค์กรในการบริหารจัดการ ทำให้การบริหารดูแลรักษาและพัฒนาเส้นทางรถไฟหรือรางรถไฟเป็นองค์กรเฉพาะ ทำนองเดียวกับการท่าอากาศยาน ที่รับผิดชอบดูแลเรื่องสนามบิน แล้วแยกให้การเดินรถเป็นอีกกิจการหนึ่ง ทำนองเดียวกับบริษัทการบินทั้งหลาย

กิจการเกี่ยวกับรางก็มุ่งสร้างขยายพัฒนาดูแลรักษาและเรียกเก็บค่าบริการจาก กิจการเดินรถ ซึ่งต้องทำให้มาก ทำให้ดี ยิ่งมีการเดินรถมากเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้นเพราะเป็นการเพิ่มรายได้มากขึ้น เท่านั้น ไม่ใช่ต่างคนต่างก็ไม่สนใจไยดีเพราะไม่ใช่หน้าที่ตัวดังที่เป็นอยู่

เพื่อการนี้อาจให้ดำรงเรื่องรางอยู่กับการรถไฟดังเดิม แล้วตั้งบริษัทลูกขึ้นทำการเดินรถในส่วนที่การรถไฟมีอยู่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ดำเนินงานต่อไปได้

สำหรับการบริหารจัดการเกี่ยวกับรางก็ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาทบทวนปรับ เปลี่ยนระบบรางที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นระบบมาตรฐานที่มีขนาดกว้างกว่า ทำให้รถไฟวิ่งได้เร็วกว่า และรองรับขบวนรถที่ใหญ่กว่าได้ด้วย

รถไฟทางเดี่ยวที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ต้องปรับเปลี่ยนเป็นรถไฟรางคู่ทั่วทั้ง ประเทศ ซึ่งนอกจากเชื่อมโยงภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกันแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงเส้นทางวงแหวนตลอดแนวพรมแดนทั่วประเทศ เพื่อร่นระยะทางและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตลอดจนอาจต้องมีการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างจังหวัดสำคัญ ๆ ในแต่ละภาค เพื่อประหยัดเวลาเดินทางและค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด

เรื่องที่สอง คือเรื่องการเดินรถ ซึ่งนอกจากการรถไฟจะจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเดินรถเป็นของตนเองแล้ว ยังจำเป็นต้องเปิดให้เอกชนหรือผู้สนใจอื่น ๆ ก่อตั้งหรือสร้างกิจการเดินรถของตนเองขึ้นให้มากที่สุด

เพราะเมื่อมีการเดินรถมากขึ้นเท่าใด การรถไฟก็จะได้รับผลประโยชน์จากรายได้ค่าใช้รางมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่ผู้ลงทุนสร้างกิจการเดินรถไฟก็ต้องรับผิดชอบและคำนึงถึงผลได้เสีย ของตนเองในเชิงธุรกิจ การรถไฟจึงมีแต่ต้องส่งเสริมและแสวงหาให้มีผู้มาลงทุนเดินรถไฟให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มรายได้ของตนให้มากที่สุด

ทำนองเดียวกับการท่าอากาศยานที่ยิ่งมีสายการบินมาใช้บริการมากเท่าใดก็ยิ่ง ได้รับประโยชน์มากเท่านั้น อุปมาฉันใดก็อุปไมยฉันนั้น

นอกจากนั้นจะต้องเพิ่มประเภทบริการในการเดินรถไฟให้หลากหลายยิ่งขึ้น คือนอกจากเป็นรถไฟขนส่งคนโดยสารแล้ว ยังต้องมีรถไฟเพื่อการขนส่งสินค้าภาคเกษตร มีรถไฟขนส่งสินค้าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับสถานีขนถ่ายและคลังสินค้าตามเส้นทางรถไฟทั่วประเทศ

และยังต้องมีขบวนรถไฟเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งอาจแบ่งเป็นหลายเกรด หลายชั้น ทำนองเดียวกับการแบ่งชั้นบนเครื่องบิน หรือการแบ่งชั้นของโรงแรม เช่น มีขบวนรถสำหรับการประชุม สำหรับการพักอาศัยในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว ไปถึงไหนก็จอดได้ตามใจชอบถึงนั่น และใช้เป็นที่พักได้เช่นเดียวกับโรงแรม ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงกับโรงแรมและสถานีพักตามเส้นทางรถไฟสายต่างๆ

เรื่องที่สาม คือการบริหารจัดการทรัพย์สินรถไฟ ซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ประกอบด้วยที่ดิน 250,000 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นที่จัดหาผลประโยชน์ประมาณ 50,000 ไร่ มีตัวสถานีเก่าและคลังสินค้าหรือสถานีขนถ่ายเก่าอยู่เป็นบางแห่ง อาจคงให้การรถไฟบริหารจัดการต่อไป แต่อาจแยกให้มีคณะกรรมการพิเศษอีกชุดหนึ่งเพื่อบริหารจัดการโดยเฉพาะ

เพราะการบริหารจัดการทรัพย์สินมหาศาลขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาใครไปทำก็ ได้ หากต้องใช้ผู้มีปัญญาวิชาคุณที่มีประสบการณ์หรือความชำนาญและเป็นคนมีฝีมือ ดีจริงไปบริหารจัดการโดยเฉพาะ โดยมุ่งเป้าหมายทั้งเพิ่มรายได้ให้กับการรถไฟเพื่อทำให้ต้นทุนของรถไฟต่ำลง และอำนวยประโยชน์ในการขนส่งของประเทศให้เจริญก้าวหน้าควบคู่กันไปด้วย

ที่ดินที่เป็นส่วนจัดหาประโยชน์ถึง 50,000 ไร่นั้นจะต้องพิจารณาทบทวนปรับปรุงให้มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าและ สามารถสร้างรายได้ให้แก่การรถไฟไม่น้อยกว่าปีละ 30,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย

ที่ดินที่อยู่สองข้างทางรถไฟและไม่เกี่ยวข้องกับเส้นทางเดินรถก็พัฒนาให้ เป็นแหล่งสร้างรายได้ สร้างความเจริญ ตามแนวทางยุทธศาสตร์พัฒนาสองข้างทางรถไฟ
บริหารจัดการให้สถานีรถไฟทั่ว ประเทศโดยเฉพาะสถานีใหญ่เป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ของพื้นที่นั้น ๆ ที่อำนวยประโยชน์ทั้งแก่การรถไฟ แก่ประชาชนในท้องถิ่น แก่การสร้างความเจริญในท้องที่และในทางเศรษฐกิจ การค้า ที่สำคัญคือเป็นแหล่งแสดงหรือติดต่อค้าขายสินค้าของท้องถิ่นไปยังทั่วประเทศ หรือเพื่อการส่งออกอีกด้วย

การจัดตั้งโรงแรมซึ่งอำนวยประโยชน์ให้แก่กิจการรถไฟไม่ว่าการรถไฟจะลงทุนทำ เอง หรือจะให้สัมปทาน หรือจะให้เช่าที่ดินก็ตาม จะต้องวางโครงการให้รองรับกับเส้นทางรถไฟและประเภทของรถไฟด้วย

การจัดตั้งคลังสินค้าและสถานีขนถ่ายสินค้าของกิจการรถไฟเพื่อทำให้ต้นทุนใน การขนส่งสินค้าภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่ำลง เป็นการขยายระบบลอจิสติคตามเส้นทางรถไฟให้ทันสมัยและพรั่งพร้อม และสอดคล้องรองรับกันด้วยการจัดระบบตู้คอนเทนเนอร์และคลังเก็บสินค้าแต่ละ ประเภทและระบบการขนถ่ายขนส่งบนรางรถไฟ

เหล่านี้คือยุทธศาสตร์ใหญ่ ๆ และประเด็นใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้องอันรวมกันเข้าเป็นยุทธศาสตร์การบริหารจัดการรถไฟไทย ที่ขอให้พี่น้องร่วมชาติและรัฐบาลได้ร่วมกันพิจารณาดำเนินการต่อไป.
http://www.paisalvision.com/paisal/index.php/2009-01-22-08-46-12?showall=1